มุมสุขภาพ
สุขภาพ โภชนาการ และการบริหารร่างกาย

Custom Search
โรคพยาธิเส้นด้าย
 
     โรคพยาธิเส้นด้าย เป็นโรคพยาธิที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก สามารถติดต่อได้ง่ายในครอบครัว และในโรงเรียน ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ ส่วนอาการที่พบบ่อยคือ คันก้นมากตอนกลางคืน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พยาธิออกมาวางไข่ที่ผิวหนังรอบๆ ก้น

     โรคนี้ นอกจากทำให้คันก้นมาก (และเด็กผู้หญิงคันช่องคลอดร่วมด้วย) จนอาจนอนไม่หลับแล้ว ก็มักจะไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงใดๆ สามารถใช้ยาถ่ายพยาธิรักษาให้หายขาดได้

ชื่อภาษาไทย

     โรคพยาธิเส้นด้าย โรคพยาธิเข็มหมุด

ชื่อภาษาอังกฤษ

     Enterobiasis, Pinworm infection, Thread-worm infection

สาเหตุ

     เกิดจากการติดเชื้อพยาธิเส้นด้าย ("พยาธิเข็มหมุด"ก็เรียก) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า "เอนเทอโรเบียสเวอร์มิคูลาริส (Enterobius vermicularis)"

     พยาธิตัวกลมชนิดนี้ มีสีขาวลักษณะคล้ายเส้นด้ายหรือเข็มหมุด ตัวเมียขนาดยาวประมาณ 1 ซม. ส่วนตัวผู้ประมาณ 0.3 ซม.

     พยาธิตัวแก่อาศัยอยู่ในลำไส้ของคนเรา เมื่อผู้ป่วยนอนหลับตอนกลางคืน พยาธิตัวเมียที่มีไข่ที่ถูกผสมแล้วจะเคลื่อนตัวออกมาวางไข่ (จำนวนนับพันฟอง) ที่บริเวณผิวหนังที่อยู่รอบก้นผู้ป่วย แล้วไข่พยาธิจะฟักเป็นตัวอ่อนภายใน 6 ชั่วโมง ตัวอ่อนบางตัวอาจเคลื่อนย้ายเข้าไปเจริญเป็นตัวแก่ในลำไส้

     ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแสดงใดๆ ให้รู้สึก บางคนอาจมีอาการคันก้นและนอนไม่หลับ

     เมื่อผู้ป่วยเกาก้น ไข่พยาธิจะติดที่ซอกเล็บหรือปลายนิ้ว เมื่อผู้ป่วยกินอาหาร โดยใช้มือจับอาหารหรือผู้ที่ชอบกัดเล็บหรือดูดนิ้วเล่น ก็จะกลืนเอาไข่พยาธิลงไปในลำไส้ ไข่ก็จะฟักเป็นตัวอ่อนและเจริญเป็นตัวแก่ต่อไป

     การติดต่อของโรคนี้ จึงมักเป็นการติดจากตัวของผู้ป่วยเอง โดยการกลืนไข่หรือตัวอ่อนที่เปื้อนเล็บหรือนิ้วมือของตัวเองดังกล่าว ส่วนผู้อื่นอาจติดโรคนี้ได้ โดยการสัมผัสถูกมือของผู้ป่วยที่มีพยาธิอยู่ก่อน แล้วกลืนเอาไข่หรือตัวอ่อนจากมือที่เปื้อนอีกทอดหนึ่ง

     บางครั้งไข่หรือพยาธิตัวอ่อนอาจออกมาเปื้อนอยู่ตามเก้าอี้นั่ง ที่นอน เสื้อผ้า ซึ่งอาจเปื้อนต่อไปอีกที่มือ อาหาร น้ำดื่ม เมื่อคนเรากลืนเอาไข่หรือตัวอ่อนจากสิ่งปนเปื้อนเหล่านี้ก็จะกลายเป็นโรคนี้ได้

     ดังนั้น ถ้ามีคนในบ้านหรือห้องเรียนเป็นโรคนี้เพียงคนเดียว ในไม่ช้าก็จะแพร่กระจายให้คนอื่นๆ อย่างรวดเร็ว จึงมักพบเป็นพร้อมๆ กันหลายคน ในบ้านหรือในโรงเรียน การรักษาจึงต้องให้ยาถ่ายพยาธิกับทุกคนที่ติดโรคนี้พร้อมๆ กัน

อาการ

     ที่พบบ่อยคือ อาการคันก้นมาก (เด็กผู้หญิงอาจมีอาการคันที่ช่องคลอดด้วย เพราะพยาธิอาจไต่มาที่ช่องคลอด) เฉพาะในเวลากลางคืน ผู้ป่วยมักจะต้องเกาก้นและอาจนอนไม่หลับ หรือนอนส่ายไปมา

     บางคนอาจมีอาการปวดท้อง และคลื่นไส้หรือน้ำหนักลด (ถ้ามีพยาธิจำนวนมากในลำไส้) บางครั้ง ถ้าเอาไฟฉายส่องดูปากทวารในเวลากลางคืน อาจพบตัวพยาธิที่มีลักษณะคล้ายเส้นด้ายเล็กๆ สีขาวๆ

                           

การแยกโรค

     - อาการคันก้น อาจเกิดจากผื่นคันจากากรแพ้หรือโรคเชื้อราที่ผิวหนังรอบๆ ก้น (มักจะตรวจพบรอยผื่น) บางคนหลังจากหายจากอาการท้องเดินใหม่ๆ ก็อาจมีอาการคันก้นได้เช่นกัน บางครั้งอาจพบอาการคันก้นในผู้ที่เป็นริดสีดวงทวาร (มักมีอาการถ่ายเป็นเลือดสด ขณะนั่งเบ่งอุจจาระ) หรือแผลปริที่ปากทวารหนัก (มักมีอาการปวดก้นเวลานั่งถ่าย)

     - อาการคันช่องคลอด อาจเกิดจากผื่นคันจากการแพ้ที่ผิวหนังรอบๆ ช่องคลอด หรือช่องคลอดอักเสบ (มักมีอาการตกขาวร่วมด้วย)

     - อาการปวดท้องและน้ำหนักลด อาจเกิดจากโรคพยาธิชนิดอื่นๆ (เช่น พยาธิไส้เดือน พยาธิตัวตืด) หรือสาเหตุอื่นๆ

การวินิจฉัย

     ส่วนใหญ่แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการบอกเล่าของผู้ป่วย หรือญาติผู้ป่วย ได้แก่ อาการคันก้นมากตอนกลางคืน และใช้ไฟฉายส่องเห็นตัวพยาธิเส้นด้ายที่ปากทวารหนัก

     แพทย์อาจยืนยันการวินิจฉัยโดยให้ญาติผู้ป่วยใช้ "สก็อตเทป" แปะที่ปากทวารหนักตอนหลังตื่นนอนใหม่ๆ (ก่อนเข้าห้องน้ำ) หรือก่อนชำระล้างร่างกาย และนำไปให้แพทย์ส่องดูด้วยกล่องจุลทรรศน์ พบไข่พยาธิที่ติดมากับเทป

การดูแลตนเอง

     เมื่อมีอาการคันก้น ควรตรวจดูว่ามีผื่นคันที่รอบๆ บริเวณก้นหรือไม่ หรือมีอาการคันก้นหลังจากหายจากอาการท้องเดินหรือไม่ อาการปวดก้นขณะขับถ่าย หรือถ่ายเป็นเลือด

     ถ้ามีอาการข้อใดข้อหนึ่ง ก็ควรจะปรึกษาแพทย์

     แต่ถ้าไม่พบอาการดังกล่าว และมีอาการคันก้นมากตอนกลางคืน (โดยเฉพาะในเด็ก) ควรใช้ไฟฉายส่องที่ปากทวารหนัก ถ้าพบตัวพยาธิเส้นด้าย ก็ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อให้ยาถ่ายพยาธิ

     หลังจากรักษาโรคนี้จนหายดีแล้วควรหาทางป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำอีก

การรักษา

     ผู้ป่วยที่มีอาการคันก้น (และในเด็กผู้หญิงอาจคันช่องคลอดร่วมด้วย) แพทย์จะให้ยาถ่ายพยาธิ ได้แก่ อัลเบนดาโซล (albendazole) หรือ มีเบนดาโซล (mebendazole) ซึ่งจะกินซ้ำอีกครั้งใน 1 สัปดาห์ต่อมา

     แพทย์มักจะจ่ายยาให้ทุกคนในบ้านกินพร้อมกัน เพื่อกำจัดพยาธิให้หมดไปพร้อมกัน มิเช่นนั้นอาจมีคนที่ยังมีพยาธิอยู่ในลำไส้แพร่กระจายให้คนอื่นๆ ในบ้านต่อไปเรื่อยๆ

ภาวะแทรกซ้อน

     ส่วนใหญ่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน นอกจากอาการคันก้นมากจนนอนกหลับพักผ่อนไปเพียงพอ

     ส่วนผู้หญิง พยาธิอาจไต่เข้าไปในช่องคลอดหรือเข้าไปในมดลูกทำให้เกิดการอักเสบของช่องคลอด หรือมดลูกได้

     ที่พบได้น้อยมากก็คือ ผู้ที่มีพยาธิอยู่ในลำไส้จำนวนมาก อาจทำให้มีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ และน้ำหนักลดได้

การดำเนินโรค

     เมื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ก็มักจะหายขาดได้ ส่วนผู้ที่ปล่อยให้เป็นเรื้อรัง ส่วนน้อยมากที่อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว

     เมื่อเด็กโตขึ้น รู้ตักรักษาความสะอาดและมีสุขนิสัยดีขึ้น การติดโรคนี้ก็จะค่อยๆ ลดน้อยลงและหายไปในที่สุด

การป้องกัน

     การป้องกันไม่ให้ติดโรคซ้ำซาก ควรปฏิบัติตัวดังนี้

     1. อาบน้ำ ใช้น้ำฉีดชำระก้น หลังตื่นนอนตอนเช้าทุกวัน จะช่วยลดปริมาณไข่พยาธิลงได้

     2. เปลี่ยนกางเกงใน ชุดนอน และผ้าปูที่นอนทุกวัน

     3. ซักเสื้อผ้า กางเกางใน ชุดนอน และผ้าปูที่นอนด้วยน้ำร้อน ช่วยทำลายไข่พยาธิที่ปนเปื้อนได้

     4. ตัดเล็บให้สั้น และหลีกเลี่ยงการเกาก้น

     5. ทำความสะอาดที่โถส้วมที่นั่งทุกวัน

     6. ล้างมือก่อนกินข้าวและหลังถ่ายอุจจาระทุกครั้ง

ความชุก

     โรคนี้พบบ่อยในเด็กอายุ 5-14 ปี โดยเฉพาะในหมู่คนที่อยู่รวมกันหลายคน เช่น ในครอบครัวที่มีคนหลายคน ในห้องเรียน หรือสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า

     นพ. สุรเกียรติ อาชานานุภาพ

ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 400