หลัก ปรัชญา เศรษฐกิจ พอ เพียง มี ที่ มา อย่างไร?

‘เศรษฐกิจพอเพียง’ (Sufficiency Economy) เป็น ‘ปรัชญา’ ที่พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทาน เพื่อชี้แนะ แนวทางการด าเนินชีวิต และปฏิบัติตนให้แก่ประชาชนทุกระดับทุกสาขาวิชาชีพมาโดยตลอด นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2517 เป็นต้นมา โดยพระองค์ทรงห่วงใยต่อสถานการณ์และปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น และส่งผลกระทบต่อการ ด ารงชีวิตอยู่ของคนไทย และสังคมไทยในยุคโลกาภิวัตน์ จนกระทั่งเข้าสู่ห้วงเวลาที่ประเทศ ประสบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ในปี พ.ศ. 2540 และภายหลังจากปัญหาวิกฤต พระองค์พระราชทานแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อให้รอดพ้นและสามารถด ารงอยู่ได้ภายใต้กระแสการ เปลี่ยนแปลงต่างๆ ทรงเตือนทุกฝ่ายให้รู้จักค าว่า ‘พอเพียง’ อย่าท าอะไรเกินตัว ท าอะไรต้องควร รอบคอบ ไม่ประมาท ด ารงชีวิตอย่างสมถะและสามัคคี ซึ่งจะน าพาตนเอง และประเทศชาติให้รอด พ้นภาวะวิกฤตต่างๆและน าไปสู่ความสุขได้ ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ เป็นปรัชญาแนวคิดที่ตั้งอยู่บน พื้นฐานของวิถีไทยทั้งในด้านการพัฒนา และการบริหารให้ด าเนินไปบน ‘ทางสายกลาง’ โดยผู้ปฏิบัติ จะต้องมีคุณลักษณะที่เป็นฐานรากคือ มีความรู้ทั้งในด้านความรอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง และเป็น คนดีมีคุณธรรม ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต การมีสติปัญญา และความเพียร โดยมีวิธีปฏิบัติที่ส าคัญ 3 ประการ คือ ความพอประมาณ การมีเหตุผล และการสร้างระบบภูมิคุ้มกันในตัวเอง ซึ่งน าไปสู่ เป้าหมายเพื่อให้สามารถด ารงอยู่ ได้อย่างมั่นคง รอดพ้นจากวิกฤตและรองรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ส าหรับแนวพระราชด าริของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีพระราชด าริครั้งแรก ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 และต่อมาทรงอธิบายและ เน้นย้ าอีกหลายครั้ง ดังต่อไปนี้ ‘การพัฒนาประเทศ จ าเป็นต้องท าตามล าดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมีพอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตาม หลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคง พร้อมพอควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยล าดับต่อไป ‘ พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันที่ 18 กรกฎาคม 2517 ‘คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่ง ที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่ พอมี พอกิน และขอให้ทุกคน มีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่ พอกิน มีความสงบ และท างานตั้งจิตอธิษฐาน ตั้งปณิธานในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศ อื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้’ พระราชด ารัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิม พระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิตดาลัย วันที่ 4 ธันวาคม 2517 ‘ฉะนั้น ถ้าทุกท่านซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีความคิด และมีอิทธิพล มีพลังที่จะท าให้ผู้อื่นซึ่งมี ความคิดเหมือนกัน ช่วยกันรักษา ส่วนรวมให้อยู่ดีกินดี พอสมควร ขอย้ า พอควร พออยู่พอกิน มีความสงบ ไม่ให้คนอื่นมาแย่ง คุณสมบัตินี้จากเราไปได้ ก็จะเป็นของขวัญวันเกิดที่ถาวรที่จะมีคุณค่า
ความเป็นมา “เศรษฐกิจพอเพียง” เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ วันที่ 18 กรกฎาคม 2517 โดยเริ่มต้นจากพระบรมราโชวาท ในของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลย (รัชกาลที่ 9) พระราชทานแก่นิสิตมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ซึ่งเน้นความสำคัญในการพัฒนาประเทศแบบสร้างพื้นฐานคือ ‘ความพอมีพอกิน พอใช้
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ทรงปรับปรุงพระราชทานเป็นที่มาของนิยาม “3 ห่วง 2 เงื่อนไข” ที่คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำมาใช้ในการรณรงค์เผยแพร่ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผ่านช่องทางสื่อต่าง ๆ อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วยความ “พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน” บนเงื่อนไข “ความรู้” และ “คุณธรรม”

Leave a Reply

Your email address will not be published.