fish oil กับ omega 3 ต่าง กัน อย่างไร?

น้ำมันปลา (fish) และน้ำมันตับปลา (cod liver oil) มีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัว ชนิด omega-3 (ร่างกายของมนุษย์ไม่สามารถสร้างเองได้) ได้แก่ Decosahexanoic acid (DHA) และ Eicosapentanoic acid (EPA) แต่สิ่งที่ต่างกัน คือ น้ำมันตับปลาจะมี วิตามิน A และ D เป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย ในขณะที่น้ำมันปลาจะไม่มีวิตามินทั้งสองชนิดเป็นส่วนประกอบ การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจำพวกน้ำมันปลาหรือน้ำมันตับปลานั้น ส่วนใหญ่แล้วผู้บริโภคมักต้องการประโยชน์จากสาร omega-3 คือ EPA และ DHA เป็นหลัก ซึ่งประโยชน์จากการรับประทานสารจำพวก omega-3 ที่พบว่ามีการศึกษาในมนุษย์ยืนยันประสิทธิภาพค่อนข้างมาก ได้แก่ – การลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) ในกระแสเลือด – การลดระดับความดันโลหิต – การป้องกันความเสี่ยงในการกลับเป็นซ้ำของโรคหลอดเลือดหัวใจ – การลดการปวดข้อและข้ออักเสบรูมาตอยด์ องค์การอนามัยโลกและหน่วยงานสาธารณสุขของหลายๆ ประเทศได้แนะนำขนาดการรับประทาน EPA + DHA ไว้ คือ วันละ 300-500 มิลลิกรัม สำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดี ที่ไม่มีประวัติการเป็นโรคหรือความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจ ส่วนขนาดการรับประทานสำหรับเด็กเล็กนั้นยังไม่มีคำแนะนำที่ชัดเจนระบุไว้ เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้จากการรับประทานน้ำมันปลาและน้ำมันตับปลา ได้แก่ – มีความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกเพิ่มขึ้น เนื่องจากสาร omega-3 ในน้ำมันปลาและน้ำมันตับปลามีคุณสมบัติในการต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดและทำให้เลือดหยุดไหลช้าลงได้ ดังนั้นอาจต้องระมัดระวังการรับประทานน้ำมันปลาหรือน้ำมันตับปลาในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออก เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่ดื่มสุรามากๆ ผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร หรือผู้ที่รับประทานยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน หรือ วอร์ฟาริน (warfarin) เป็นต้น เพราะจะยิ่งทำให้ความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกเพิ่มขึ้นอีก นอกจากนี้หากต้องเข้ารับการผ่าตัด ควรหยุดรับประทานน้ำมันปลาก่อนถึงวันผ่าตัดอย่างน้อย 14 วัน และควรแจ้งแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดให้ทราบว่าตนเองรับประทานน้ำมันปลา หรือน้ำมันตับปลาอยู่ด้วย – คลื่นไส้ ปวดท้อง ท้องเสีย ซึ่งความรุนแรงของอาการจะขึ้นกับขนาดของการรับประทานน้ำมันปลา วิธีแก้ไข คือ รับประทานหลังอาหารทันทีและเริ่มรับประทานน้ำมันปลาในขนาดต่ำๆ ก่อน – ความดันโลหิตต่ำลง ดังนั้นต้องระมัดระวังในการรับประทานน้ำมันปลาหรือน้ำมันตับปลาสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ หรือ ผู้ที่รับประทานยาลดความดันโลหิตอยู่ เนื่องจากอาจเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ (hypotension) ได้ – ระดับไขมันชนิด LDL (ไขมันชนิดไม่ดี) ในกระแสเลือดอาจเพิ่มขึ้น – ผู้ที่รับประทานน้ำมันตับปลาในปริมาณมากๆ อาจเสี่ยงต่อการได้รับพิษจากวิตามิน A และ D ได้ จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าการรับประทานน้ำมันปลาหรือน้ำมันตับปลานั้นแม้ว่าจะมีประโยชน์ในหลายๆ ด้าน แต่ก็มีข้อควรระวังที่ต้องใส่ใจอีกหลายๆ ด้านเช่นกัน ดังนั้นการศึกษาข้อมูลก่อนที่จะรับประทานจึงเป็นวิธีที่จะช่วยป้องกันการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หรือผลข้างเคียงจากอาหารเสริมได้ดีที่สุดครับ

How to choose the best omega 3 fish oil?

  • A lowered risk of cancer
  • Better cholesterol levels
  • Clearer skin
  • More energy
  • An improved focus and clarity
  • Better eyesight
  • Weight loss
  • What are the benefits of taking omega 3 fish oil?

  • Each Softgel provides 330mg of EPA&220mg of DHA.
  • Omega 3 is an essential fatty acid sourced from fish oil.
  • DHA contributes to the maintenance of normal vision.
  • DHA&EPA contribute to the normal function of the heart.
  • Product is GMO Free.
  • Which is better omega 3 or fish oil?

    The short answer, without question, is fish oil is not only better bio-available omega 3 fatty acid but it is also a much more cost-effective source. We have found better results treating dry eye syndrome by eliminating the flaxseed oil and greatly increasing the EPA and DHA (we like 2000 mg to 3000 mg of EPA and DHA combined).

    You might be interested:  ดี อย่างไร เนื้อเพลง?

    Is fish oil and omega 3 the same thing?

    The main difference between fish oil and omega 3 stems from their structure and components. Fish oil is derived from the fats and tissues of oily fish while omega 3 is a naturally-occurring polyunsaturated fatty acid. Fish oil actually contains two of the 3 forms of omega 3 fatty acids, namely, EPA and DHA. The other form of omega 3 is ALA.

    Leave a Reply

    Your email address will not be published.